วันเสาร์ 29 กุมภาพันธ์ 2563
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววงการท่องเที่ยว ข่าวสารฯผู้นำเที่ยว > Army land! แหล่งท่องเที่ยวใหม่ในค่ายทหาร

Army land! แหล่งท่องเที่ยวใหม่ในค่ายทหาร

หมวดหมู่ : ข่าววงการท่องเที่ยว, ข่าวสารฯผู้นำเที่ยว 10 กุมภาพันธ์ 2020 เปิดอ่าน 607 ครั้ง

สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก พาสื่อมวลชนตะลุยค่ายทหารของกองทัพภาคที่2 และกองทัพภาคที่3 ในโครงการ “Army land…เปิดค่ายทหาร ต้อนรับนักท่องเที่ยว” ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน ท้าทาย คุ้มค่า และปลอดภัย” พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้เชิงประวัติศาสตร์ และกิจกรรมสันทนาการให้ร่วมสนุกในแบบทหารหาญ

พลตรี ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก จัดโครงการสัมมนาสื่อมวลชนสัญจร ครั้งที่1/63 ระหว่างวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อแนะนำ และประชาสัมพันธ์ดินแดนเที่ยวในเขตทหารของกองทัพบก Armyland ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน ท้าทาย คุ้มค่า และปลอดภัย” โดยมีผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ,สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ ,สื่อมวลชนด้านการท่องเที่ยว ,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ,การกีฬาแห่งประเทศไทย ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ,สำนักงานตำรวจท่องเที่ยว ,ศูนย์ท่องเที่ยวทหารเรือ ,ศูนย์ท่องเที่ยวทหารอากาศ ,สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์กรมหาชน) เข้าร่วมโครงการ

โดยวันแรก (4 ก.พ. 63) เริ่มกันที่ Armyland ค่ายสมเด็จพระนเรศวร พิพิธภัณฑ์กองทัพภาคที่3 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้พาคณะสื่อมวลชนสัญจรไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พร้อมทั้งสมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา ก่อนที่จะพาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

สำหรับพิพิธภัณฑ์กองทัพภาคที่3 ก่อตั้งเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2551 จากการรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นจากการร่วมรบของฝ่ายทหาร และฝ่ายความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ต่อมาจึงได้ก่อตั้งเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพภาคที่3 ขึ้นมา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาได้เข้ามาเรียนรู้ประวัติต่างๆ มีทั้งหลักฐานทางวัตถุที่สำคัญมากมาย และชิ้นส่วนในโบราณคดีที่นำมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์

ซึ่งภายในมีการจัดแสดงเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกี่ยวกับการสูญเสียดินแดน ทั้งหมดเป็นการนำเสนอด้วยเทคโนโลยีทันสมัย สารคดีขนาดสั้น หุ่นจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และวัตถุที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่รวบรวมยานพาหนะที่ใช้ในการรบซึ่งปลดระวางแล้ว ไม่ว่าจะเป็น รถถัง เฮลิคอปเตอร์ และยานเกราะชนิดต่างๆ

หลังจากนั้น ได้พาคณะเดินทางไปยัง Armyland ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ กองบัญชาการช่วยรบที่3 จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการทหารพันธุ์ดี ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดทำขึ้น เพื่อให้ทหารประจำการได้ฝึกปฏิบัติ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เมื่อปลดประจำการ อีกทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ประชาชน โดยเริ่มดำเนินงานเมื่อเดือนตุลาคม 2562 ได้รับพันธุ์สัตว์ ไม้ผลและเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทาน จากมูลนิธิชัยพัฒนา และโครงการทหารพันธุ์ดีในพื้นที่อื่น ตลอดจนมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน ประกอบด้วย โครงการพื้นที่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์พระราชทาน 78 ไร่ โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง 52 ไร่ เป็นแปลงขยายพันธุ์หญ้าแฝก แปลงหญ้าเลี้ยงม้า และสมุนไพร ซึ่งทางสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองกับ ได้มีกิจกรรมต่างๆ ให้กับคณะสื่อมวลชนได้ร่วมกันมากมาย เช่น กิจกรรมปลูกต้นกล้าไล่แมลงที่เป็นศัตรูพืช ,การทำเชื้อราเพื่อแก้ปัญหาโรครากเน่าของพืช และวิธีการทำ

ก่อนที่จะพาไปเยี่ยมชมฟาร์มแพะพันธุ์แบล็คเบงกอล ที่ได้ทูลขอพระราชทานเพื่อนำมาเลี้ยงส่งเสริมเป็นอาชีพให้กับประชาชน และกำลังพล ซึ่งในปัจจุบันได้ทำการขยายพันธุ์จนมี 175 ตัว และหลังจากที่ประสบความสำเร็จก็ได้มีการทูลขอพระราชทานนำแพะไปให้กับประชาชนที่ยากไร้ในพื้นที่ จังหวัดกำแพงเพชร และสุโขทัย ไปเลี้ยงดูขยายพันธุ์ และจำหน่ายเป็นอาชีพ กว่า 30 ครัวเรือน รวมทั้งกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานให้ความรู้กับประชาชนที่สนใจเลี้ยงแพะพันธุ์เป็นอาชีพ โดยมี พันเอก ภพ สุวรรณรัตน์ ผู้บังคับกองพันส่งกำลังและบริการที่23 กองบัญชาการช่วยรบที่3 เป็นผู้ดูแล พร้อมกับทหารในสังกัด ต่อจากนั้น ได้พาไปเยี่ยมชมการเก็บไข่ปลา เพื่อผลิตพันธุ์ปลาพระราชทาน อาทิ ปลานิล พันธุ์จิตรลดา ,ปลาสลิด ,ปลาช่อน และปลาหมอไทย พันธุ์ชุมพร ซึ่งในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถผลิตพันธุ์ปลาได้ทั้งสิ้น 1,378,000 ตัว เพื่อให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำไปพระราชทานแจกให้กับประชาชนต่อไป ส่วนในช่วงค่ำได้พาคณะเดินทางไปกราบสักการะพระพุทธชินราช หรือหลวงพ่อใหญ่ พระคู่บ้านคู่เมืองสองแคว ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ที่ทางวัดจัดงานประจำปี สามารถให้พุทธศาสนิกชนได้ขึ้นไปกราบสักการะองค์พระปรางค์ที่ตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์ ก่อนที่จะกลับไปยังที่พัก

สำหรับในวันที่2 ของการเดินทางในครั้งนี้ ทางผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก ได้นำคณะเดินทางไปยัง Armyland ค่ายสฤษดิ์เสนา กรมรบพิเศษที่4 จังหวัดพิษณุโลก พร้อมทั้งสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก่อนที่จะพาไปชมสะพาน ซานฟรานซิสโก ที่สร้างขึ้นมานานกว่า 57 ปี ซึ่งเป็นสะพานแขวนพื้นที่ทำมาจากไม้เนื้อแข็ง เพื่อใช้ข้ามแม่น้ำเข็ก โดยความคิดริเริ่มของพันตรี เศรษฐา ธนะรัชต์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพันพิเศษ โดยให้เหตุผลในการสร้างสะพานว่า เมื่อครั้งที่ท่านไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านได้ไปเห็นสะพานโกลเด้นเกต ซึ่งเป็นสะพานแขวนข้ามแม่น้ำในสหรัฐอเมริกา แล้วเกิดประทับใจในโครงสร้าง และความสวยงามของสะพาน จริงได้ให้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ข้ามไปยังพื้นที่ฝึกเสริมสร้างนักรบในการปฏิบัติภารกิจ ปกป้องอธิปไตย ขจัดภัยคุกคามของชาติไทย พร้อมกันนี้ ได้มีการสาธิตด้วยการนำเรือออกลาดตระเวน และสาธิตยุทธวิธีต่อสู้กับผู้ร้ายที่เข้ามาแฝงตัวก่อเหตุร้ายในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้มอบของยังชีพให้แก่ทหารหาญซึ่งทำหน้าที่รั้วของชาติ และมอบตุ๊กตาให้กับน้องๆ หนูๆ จากโรงเรียนศูนย์เด็กเล็กในค่ายสฤษดิ์เสนาอีกด้วย สำหรับกิจกรรมเยี่ยมชมค่ายทหารในวันนี้ (5 ก.พ. 63) ก็จบสิ้นแต่เพียงเท่านี้ ก่อนที่จะพาคณะเดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านครัว ป.ปลา อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วเดินทางต่อไปยังโรงแรมสยามแกรนด์ จังหวัดอุดรธานี เพื่อพักผ่อน ก่อนที่จะลุยกับกิจกรรมต่อไปในวันรุ่งขึ้น

ส่วนกิจกรรมในวันที่3 ของการเดินทาง ซึ่งในเช้าวันนี้(6 ก.พ. 63) ทางสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก ได้พาคณะเดินทางไปยัง Armyland ค่ายประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เพื่อเยี่ยมชมโครงการทหารพันธุ์ดี ศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์ของพระราชา ค่ายประจักษ์ศิลปาคม โดยมี พันเอก พิทักษ์ จันทร์เขียว รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่24 เป็นผู้แทนพลตรี วินัย เจริญศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่24 ให้การต้อนรับ พลโท พิชญ์ โชติสุต ที่ปรึกษาสำนักส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก พร้อมคณะ ก่อนที่จะพาเดินเยี่ยมชม การเลี้ยงไส้เดือนดิน ,การเลี้ยงแมงป่องช้าง ,การเลี้ยงหนูนา และโรงเพาะเมล็ดพันธุ์ผัก เพื่อเป็นการ สืบสาน รักษา ต่อยอด การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสนองนโยบายกองทัพบก “OPEN HOURS” ในเรื่องการท่องเที่ยวในค่ายทหาร ARMYLAND UDONTHANI ของหน่วย ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ของพระราชา พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าจากผลผลิตทางการเกษตรของหน่วยอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ท้าทายความกล้า ด้วยการกระโดดหอสูง 34 ฟุต ในการเยี่ยมชมโครงการ “Armyland ดินแดนท่องเที่ยวเขตทหาร กองทัพบก” เพื่อเป็นการเปิดค่ายทหาร ต้อนรับประชาชนทั่วไป ให้เข้ามาท่องเที่ยวในเขตทหาร สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ในสิ่งที่ประชาชนยังไม่เคยพบเห็นในเชิงการท่องเที่ยว พร้อมสโลแกน “สนุกสนาน ท้าทาย คุ้มค่า และปลอดภัย” ณ สถานีวัดใจ หอกระโดดสูง 34 ฟุต ค่ายประจักษ์ศิลปาคม

จากนั้นได้เดินทางไปกราบสักการะหลวงพ่อพระใส ยังวัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านแดงแหนมเนือง ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังตลาดผ้าบ้านนาข่า จังหวัดอุดรธานี แล้วกลับไปยังโรงแรมสยามแกรนด์ เพื่อร่วมกิจกรรมสันทนาการ พร้อมทั้งมอบรางวัลให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรในครั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนอาหาร จากสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก พร้อมทั้งเครื่องดื่ม ที่ได้รับการสนับสนุนจากพลตรี วินัย เจริญศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่24 ซึ่งนำมามอบให้คณะสังสรรค์กันในงานค่ำคืนนี้

ส่วนกิจกรรมในวันสุดท้าย(7 ก.พ. 63) ทางสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก ได้พาคณะเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Armyland ค่ายรามสูร แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นอดีตฐานเรดาห์ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ในสมัยสงครามเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ทหารอเมริกันได้ก่อสร้างเอาไว้ ตั้งแต่ปี2507 ซึ่งตั้งอยู่ที่ค่ายพระยาสุนทรธรรมธาดา ตำบลโนนสูง อำเภอเมืองอุดรธานี โดยมีอาคารเรดาห์ ซึ่งตัวอาคาร และทางเข้าออกใต้ดินยังคงสมบูรณ์อยู่ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงสาธิตยุทธวิธีตีฝ่าค่ายทหารให้กับคณะสื่อมวลชนอีกด้วย

สำหรับประวัติของค่ายรามสูรนี้ ซึ่งเป็นอีกค่ายหนึ่งที่อเมริกาใช้เป็นที่ตั้งฐานเรดาร์ เพื่อการสอดแนมฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ และควบคุมเครื่องบิน ซึ่งในเวลานี้คือสนามบินอู่ตะเภาของทหารเรือ ในการโจมตี 3 ประเทศอินโดจีน มาตั้งแต่ปี2507 ก่อนวันเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร ประเทศไทยเสียอีก ซึ่งในระยะแรกๆ ทหารอเมริกันเข้ามาซื้อที่ดินจากชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อทำเป็นค่ายถาวร ด้วยการสนับสนุนจากกองทัพ และรัฐบาลในสมัยนั้น ส่วนชื่อค่ายรามสูรเกิดจากการตั้งชื่อค่ายของล่ามภาษาไทยคนหนึ่ง โดยเขาเอาเรื่องรามสูรขว้างขวานมาเป็นปฐมเหตุแห่งชื่อดังกล่าว โดยเปรียบเทียบสัญญาณเรดาห์ว่าเป็นสายฟ้าอะไรทำนองนั้น ท้ายสุดก็กลายมาเป็นค่ายรามสูรในหมู่คนไทย และทำให้คนไทยในเมืองอุดรฯ ได้ทำมาหากินกับทหารอเมริกัน บ้างก็เป็นเมียเช่า บ้างก็แต่งงานเกิดเด็กลูกครึ่งมากมาย กลายเป็นปัญหาสังคม หลังจากที่อเมริกาถอนทหารออกไปในปี2519 หลังจากพ่ายแพ้ต่อ 3 ประเทศอินโดจีนที่นำโดย โฮจิมินห์ ก่อนที่อเมริกาจะถอนกำลังทหารออกไป แต่ยังทิ้งอาคาร และอุปกรณ์เรดาร์จำนวนมากเอาไว้ให้กองบัญชาการทหารสูงสุดของไทยดูแล ต่อมากองบัญชาการทหารสูงสุดได้ส่งต่อให้กองทัพบกดูแล โดยกองทัพบกก็ให้หน่วยทหารในพื้นที่หมุนเวียนกันมาดูแลเรื่อยมา ก่อนที่จะมาตกถึงมือของกองพันทหารราบที่1 กรมทหารราบที่13 จนกระทั่งในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งชื่อค่ายรามสูรเดิมว่าค่าย “พญาสุนทรธรรมธาดา” ทำให้ค่ายเรดาร์รามสูรกลายเป็นความทรงจำของผู้คนในอดีตไป

ทั้งนี้ หลังจากเยี่ยมชมค่ายรามสูรแล้ว ทางคณะได้เดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านแซ่บนัว บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนที่จะเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ทางคณะเดินทางขอขอบคุณสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว กองทัพบก และค่ายทหารต่างๆ ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook